Archives

สิ่งหนึ่งที่ เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล และมารดา โทมัส อัลวา เอดิสัน ประธานาธิบดี แฟรงกลิน เดลาโน รูสเวลท์ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่สองและพระเจ้ายอร์ชที่ห้าแห่งอังกฤษ จอห์น เอฟ เคนเนดี้ จูเนียร์ ฯลฯ และลูกของท่านผู้อ่านที่ค่อนข้างเฮ้วอย่างทันสมัยอาจมีร่วมกันก็คือรอยสัก

ถ้าท่านโกธรหรือเสียใจที่เห็นลูกท่านไปสักมา ข้อเขียนวันนี้อาจช่วยปลอบใจให้เห็นอีกจากมุมหนึ่งกระมังครับ

รอยสักหรือ Tattoo ซึ่งเป็นได้ทั้งคำนามและกริยานั้นมาจากภาษาตาฮิติว่า "Tatau" (แปลว่า ทำเครื่องหมายบางอย่าง) แต่เดิมเชื่อกันว่าการสักสืบทอดมาจากวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ เนื่องจากพบรอยสักบนมัมมี่ที่มีอายุประมาณ 4,500 ปี โดยมีรอยสักเป็นเส้นและจุดประกอบกันขึ้นเป็นลายและรูปต่างๆ


Otzal Alps Ice Man

ความเชื่อนี้แปรเปลี่ยนไปเมื่อไม่นานมานี้เองเนื่องจากการปรากฏตัวของคน ที่มีชื่อเรียกกันว่า Otzal Alps Ice Man ในปี 1991 กล่าวคือ คนเล่นสกีน้ำแข็งในบริเวณเทือกเขา Otzal Alps ซึ่งอยู่ระหว่างออสเตรียและอิตาลี ไปพบศพของชายคนหนึ่งที่จมอยู่ใต้หิมะมายาวนาน จากการพิสูจน์ก็พบว่าได้ตายแบบถูกแช่อยู่ในน้ำแข็งมา 5,300 ปีแล้ว ซึ่งเป็นเวลาหลายร้อยปีก่อนหลักฐานรอยสักที่พบบนตัวมัมมี่สิ่งที่พบบนตัวศพ ที่เกือบจะเป็นมนุษย์สมบูรณ์ (ยกเว้นไม่หายใจ เพราะหยุดพักมา 5,300 ปีแล้ว) ก็คือ รอยสักถึง 57 รอย ไม่ว่าบนเข่า ลำตัว ข้อเท้า จนเชื่อว่าการสักไม่น่าจะเป็นเพียงพิธีกรรม แต่อาจเป็นวิธีการรักษาความเจ็บป่วยด้วย

เมื่อประกอบหลักฐานนี้เข้ากับชิ้นอื่นๆ ก็ทำให้เชื่อว่าประเพณีการสักกระจายไปยังวัฒนธรรมอื่นๆ ด้วย เช่น กรีก โรมัน อาหรับ เปอร์เซีย เมาลีในนิวซีแลนด์ Inuit (อ่านว่า อินโนวิต ซึ่งเป็นชื่อใหม่ของเอสกิโม เนื่องจากชื่อเดิมมีนัยยะของการดูถูก ดังเช่นที่มีการเปลี่ยน นิโกเป็นแบล็คอเมริกันและต่อมาเป็นแอฟโรอเมริกัน กะเหรี่ยงเป็นปะกากะญอ แม้วเป็นม้ง...เข้าใจว่า คุณทักษิณมิได้เปลี่ยนชื่อตาม) ฯลฯ และเมื่อก่อนหน้าคริสต์ศักราชประมาณ 2,000 ปี การสักก็แพร่กระจายไปยังจีนซึ่งใช้การสักเป็นการบอกว่าเป็นคนต้องโทษ โดยมักจะสักไว้บนหน้าผาก ญี่ปุ่นใช้การสักเป็นการบอกความเป็นทาสและนักโทษ

ประเพณีไทยในการสักเลก (ขึ้นทะเบียนไพร่) ที่ข้อมือ และหน้าผากเพื่อลงโทษแต่สมัยอยุธยา ก็อาจมาจากวัฒนธรรมจีน ในลิลิตตะเลงพ่ายที่จำได้ก็มีการพูดถึงการมีพุงดำ ในประวัติศาสตร์ไทยก็มีการสักลงเลขยันต์ เพื่อความอยู่ยงคงกระพันมาตลอด มั่นใจว่าบรรพบุรุษของพวกเราล้วนมีรอยสักด้วยกันทั้งนั้น

การสักนั้นเป็นวิธีง่ายๆ ที่ใช้ของมีคม เช่น มีด เข็ม เศษแก้วแตก จิ้มหรือกรีดบนร่างกาย (เจ็บที่สุดคือบริเวณที่ไม่ค่อยมีเนื้อ และใกล้กระดูก) และใส่หมึก ดินเขม่า หรือสีที่มาจากสารต่างๆ ที่ไม่เป็นพิษลงไปในแผล บ้างก็เสียชีวิตเพราะโรคบาดทะยัก แต่ก็ทนได้เพราะการสักรูปรอยต่างๆ ในบางวัฒนธรรมเป็นการบอกถึงฐานะทางสังคมในเผ่า หรือกลุ่มของตน (พวกเมาลี) บ้างก็เป็นพิธีกรรมของการเข้าสู่วัยหนุ่ม


Captain Cook - Whitby
Born 27 October 1728 - Died 14 February 1779


จุดเปลี่ยนแรกที่นำการสักมาสู่ยุคสมัยใหม่คือเมื่อกัปตัน เจมส์ คุก (Cook) นักเดินเรือคนสำคัญของโลก ที่เดินทางไปยังหมู่เกาะทะเลใต้ และบุกเบิกทวีปออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ได้นำศิลปะการสักกลับไปยุโรปใน ค.ศ.1769 ด้วยการนำชาวพื้นเมืองเมาลีที่เชี่ยวชาญการสักกลับไปอังกฤษกับเขาด้วย

การสักเกิดติดลมกลายเป็นแฟชั่นในหมู่คนชั้นสูง เพราะคนมีเงินเท่านั้นจึงจะมีรอยสักได้เนื่องจากมีราคาแพง เป็นเวลากว่าหนึ่งร้อยปีของศตวรรษที่ 19 (ค.ศ.1800"s) ที่การสักเป็นเรื่องของคนชั้นสูง และกัปตันคุกได้รับเครดิตว่า เป็นผู้นำการสักมาสู่คนเหล่านี้

อย่างไรก็ดี โดยแท้จริงแล้วคนอังกฤษและยุโรปก่อนหน้านั้นหลายร้อยปีไม่ว่าจะเป็นพระเจ้า แผ่นดิน (พระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์สมัยโรบินฮู้ด) พระเจ้าเฮนรี่ที่ 4 พระเจ้าปีเตอร์มหาราช ตลอดจนอินเดียนแดงในอเมริกาเหนือล้วนมีการสักกันมาก่อนแล้ว

พระเจ้าฮาโรลด์ที่สองแห่งอังกฤษรักสนมคนหนึ่งมากจนมีรอยสักไว้บนหัวใจ ข้างซ้าย และรอยสักนี้แหละที่ทำให้สนมของพระองค์ สามารถพิสูจน์พระศพได้เมื่อทรงพ่ายแพ้ แก่ William the Conqueror ใน ค.ศ.1066


By Samuel O"Reilly

จุดเปลี่ยนที่สองของการสัก คือ ค.ศ.1891 เมื่อนักประดิษฐ์อเมริกันชื่อ Samuel O"Reilly ได้พัฒนาเครื่องสักไฟฟ้าได้สำเร็จ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ดีกว่าที่ โทมัส อัลวา เอดิสัน นักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ (ประดิษฐ์แผ่นเสียง หลอดไฟ เครื่องฉายภาพยนตร์ ฯลฯ) ได้สร้างไว้ก่อนหน้า เครื่องมือใหม่นี้มีหลอดสี และเข็มที่เจาะผิวหนังได้ลึกสามมิลลิเมตรอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับฉีดหยดสีเข้าไปใต้ผิวหนัง


The "Electric Pen"
by Thomas Edison



คราวนี้เงินตราไม่อาจเป็นกำแพงกั้นรอยสักที่เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการ แบ่งชั้นคนรวยและจนได้อีกต่อไป เพราะเครื่องสักไฟฟ้าทำให้ค่าจ้างสักลดต่ำลงมาก ใครๆ ก็สามารถสักได้ ดังนั้น ความขลังของมันจึงลดลงไปเรื่อยๆ จากความชื่นชมและมีเกียรติของการมีรอยสัก กลายเป็นความน่ารังเกียจเพราะทุกชนชั้นก็สามารถสักได้ โดยเฉพาะชน "ชั้นล่าง" บางคนมีรูปรอยสักที่น่ารังเกียจออกนอกกรอบที่ถือว่าเป็นมาตรฐานของสังคม

ในต้นศตวรรษที่ 20 (ค.ศ.1900"s) รอยสักก็กลายเป็นสิ่งที่ผูกโยงกับผู้ใช้แรงงาน คนไม่มีการศึกษา คนขาดรสนิยมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการสักเป็นที่นิยมในหมู่คนคุก ชนชั้นสูงจึงละทิ้งการสัก ซึ่งเคยเป็นแฟชั่น และตั้งแต่นั้นมาจนบัดนี้ค่านิยมดังกล่าวก็ยังปรากฏเด่นชัดในใจของผู้คนทั้ง หลาย

สันนิษฐานว่าสังคมไทย "ชั้นสูง" ได้รับเอาค่านิยมปลายสมัยวิกตอเรียของอังกฤษเช่นนี้เข้ามา ในใจของคนเหล่านี้เฉพาะคนที่มีการศึกษาน้อย เชื่อถือในเวทมนตร์คาถาเท่านั้นที่นิยมการสักกัน จนเมื่อไม่นานมานี้เอง ที่การสักพอจะได้รับการยอมรับมากขึ้นในสังคมไทย "ชั้นสูง" เนื่องจากเห่อตามแฟชั่นฝรั่งสมัยปัจจุบัน

สำหรับฝรั่ง การยอมรับการสักและความนิยมการสักได้ฟื้นตัวเมื่อราว ค.ศ.1960 ในยุคสมัยของฮิปปี้ สงครามเวียดนาม ฯลฯ การสักเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติ ต่อต้านสถาบันไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ รัฐบาล สงคราม ฯลฯ ดาราภาพยนตร์ นักร้องนักแสดงมีการสักกัน เช่น Cher ริงโก สตาร์ ของวงเดอะบีตเทิลส์ Janis Joplin ฯลฯ และแฟชั่นนั้นก็สืบทอดมาจนถึงเยาวชนและผู้ใหญ่ไทยในวันนี้

การสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้พบว่าคนอเมริกาเหนือที่มีรอยสักมีจำนวน 44 ล้านคน ในคนช่วงอายุ 25-29 ปี คนที่มีรอยสักมีอยู่ประมาณร้อยละ 36 และช่วงอายุ 30 เศษ มีอยู่ร้อยละ 28

เพื่อความสมบูรณ์ของข้อมูล โทมัส เอดิสัน มีรอยสักเป็นจุด 5 จุดเหมือนจุดบนลูกเต๋าบนไหล่ซ้าย โจเซฟ สตาลิน มีรอยสักที่อก แม่ของเชอร์ซิลสักเป็นรูปงูพันรอบข้อมือซ้าย

มีนักปราชญ์บอกว่า "โลกนี้ไม่มีอะไรใหม่ มีแต่สิ่งที่ถูกลืมไปเท่านั้นเอง" อยากบอกน้องๆ เยาวชนว่าถึงอย่างไร รอยสักก็ยังให้ความรู้สึกที่เป็นลบแก่ผู้ที่รู้และเห็น เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของความเฮ้ว การอยู่นอกกรอบ ความแก่โลกย์ ความไม่แคร์ความรู้สึกคนอื่น

คิดดูให้ดีก่อนสักนะครับ เพราะมันมี "ราคา" ที่แพงกว่าค่าสักอยู่ไม่น้อยทีเดียวในสังคมไทยเราที่ไม่ชื่นชมลักษณะข้างต้น (ข้อมูลหลักจาก History Magazine, July, 2005)

 

จาก http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=562

edit @ 9 Jun 2009 07:40:57 by รอยสัก คืออะไร

Comment

Comment:

Tweet

comment5, viagra, cialis order on, cheap viagra, Cialis, free adult dating sites, dating sites, Cialis, acomplia, generic viagra, sex dating uk, christian dating online services, cheap phentermine,

#12 By Dating Services (195.229.241.178) on 2010-10-19 11:30

comment3, over the counter viagra, adult dating, cialis order, cigarettes, order cialis, adult dating service, free persian dating sites, Cialis, viagra cheap, levitra link,

#11 By top adult dating sites (210.9.209.69) on 2010-10-19 09:59

comment2, newport cigarettes, Viagra, cialis mail order, acomplia.com, cheap adipex-p, rimonabant, effects of phentermine, gay christian dating services,

#10 By seniors online dating (196.36.28.194) on 2010-10-19 06:58

comment5, adult dating services, cialis eli lilly, Online Dating, Discount Cigarettes, Cigarettes, viagra cialis review, acomplia buy, adult dating site, femme dating sites, adipex deliverd 24 hours, Cialis, Rimonabant, viagra plus 400mg, totaly free sex dating, online dating services, phentermine 37 5mg, Gay Dating,

#9 By Viagra (91.195.183.211) on 2010-10-19 04:00

comment3, Adult Dating, cheap cialis generic, online new dating services, cigarettes, Adipex, viagra, side effects of phentermine,

#8 By cialis 10mg (195.229.241.178) on 2010-10-19 02:29

comment4, purchase viagra, Adult Dating, Cialis, online dating, generic viagra, oklahoma cigarettes, buying acomplia online, cialis, free adult web dating, dating web sites au, Adipex, Cialis, generic viagra, Rimonabant, free sex dating, dating services, Phentermine, Levitra, gay dating mansfield,

#7 By adult dating online (212.121.219.1) on 2010-10-19 00:57

comment5, handla levitra, levitra and grapefruit juice, renters insurance, ampicillin, herbal remedy, marlboro cigarettes,

#6 By alcoholism antabuse medication (116.43.0.114) on 2010-10-18 20:33

pJvy0j <a href="http://zixfnoqawlbj.com/">zixfnoqawlbj</a>, [url=http://knnztqzhyurr.com/]knnztqzhyurr[/url], [link=http://whjzgcivvxov.com/]whjzgcivvxov[/link], http://jlbrfywvqlgo.com/

#5 By mkpxyyf (174.143.247.84) on 2010-10-17 19:16

I felt frustrated about essay papers creating lastly. Nonetheless, some my good friend told me a secret that assisted me very much. The matter is that it can be real to ask: " where can I buy an essays ". Hence, I did so and was estonished because results were the best. So now I can advice all students to do that!

#4 By buy an essays paper (91.201.66.6) on 2010-10-12 18:42

r5dgY7 <a href="http://twhnkcgnmyyr.com/">twhnkcgnmyyr</a>, [url=http://otecnbjkfhzp.com/]otecnbjkfhzp[/url], [link=http://dkksnoupohcx.com/]dkksnoupohcx[/link], http://gzuabquxqmsq.com/

#3 By upujwdk (217.9.0.179) on 2010-10-09 06:53

When you are in not good state and have no money to move out from that point, you would need to receive the <a href="http://bestfinance-blog.com/topics/business-loans">business loans</a>. Because it would aid you definitely. I get bank loan every single year and feel myself great just because of this.

#2 By RobertSkinner21 (91.201.66.6) on 2010-09-22 00:16

มันเยอะไปหมดดูเลอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกก

#1 By เอ้ (202.91.18.194) on 2010-07-15 17:45