Archives



ภาพชายฉกรรจ์ไปจนถึงสูงวัยที่คลาคล่ำอยู่หน้าปะรำพิธีไหว้ครูหลายคนเปลือย ท่อนบนโชว์ให้เห็นลายสักเต็มแผ่นหลังและแผ่นอก บ้างสักเป็นสัตว์ในวรรณคดี ฤาษี


หรืออักขระจนยากจะหาช่องว่างของเนื้อหนัง จากสงบนิ่งไม่ไหวติง เริ่มสั่นน้อยๆ ก่อนจะโผนเผ่นลุกขึ้นเต้นเร่าๆ หลับตาพริ้ม ไปจนถึงเขม่นตาขมึงทึง จับจ้องไปยังปะรำพิธีเบื้องหน้าไม่วางตา


บัดนั้นความวุ่นวายย่อมๆก็บังเกิดขึ้น หลายต่อหลายคนกระโจนทะยานไปเบื้องหน้า เหมือนราชสีห์ตะครุบเหยื่อ ปากก็แผดร้องก้องตะโกนฟังได้เหมือนกับเสียงร้องของส่ำสัตว์ บางคนถึงกับลงไปนอนคลุกฝุ่นตีแปลงจนธุลีดินคลุ้งไปทั่วบริเวณ ร้อนถึงเพื่อนและคนรอบข้างต้องไขว่คว้าหาตัว จับติ่งหูหรือตบกกหูเบาๆ เรียกสติกลับคืน

ภาพและปรากฏการณ์เหล่านี้คนในแวดวงสักยันต์เชื่อว่าเป็นอาการ "ของขึ้น" แต่คนส่วนใหญ่มองด้วยสายตาฉงนฉงายระคนสงสัยว่า เป็นจริงตามนั้นหรือเป็นเรื่องของอุปทานหมู่ ดังที่นักวิชาการด้านจิตวิทยาพร่ำบอกอยู่เสมอๆ

แต่ไม่ว่าจะเกิดจากอะไรปรากฏกการณ์แห่งความเชื่อหรือจะเรียกว่าแฟชั่นนิยม ที่ดำรงมาตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงยุค 2008 ผู้คนก็ยังหลงใหลในศาสตร์แห่งความลี้ลับและมืดมนนี้อย่างไม่รู้คลาย ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติก็ตามที

ภายในอาคารพาณิชย์เลขที่ 183 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 85 ถนนจรัญสนิทวงศ์ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ ที่ตั้ง "ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย" ก็เป็นอีกแห่งที่มีผู้คนแวะไปเยี่ยมเยือนและคารวะฝากตัวเป็นลูกศิษย์ลูกหา อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

อาจารย์เสือเข็มเทวดา ในฐานะประธานชมรม อาจจะฟังไม่คุ้นหูสำหรับคนนอกแวดวงสักยันต์ ไม่เหมือนกับ "หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ" หรือพระอุดมประชานาถ แห่งวัดบางพระ ต.บางแก้วฟ้า อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม หรือ อาจารย์หนูกันภัย ผู้ลงอักขระให้นางเอกฮอลลีวู้ดปากอิ่ม "แองเจลินา โจลี" แต่กระนั้นชื่อชั้นในหมู่อาจารย์สักยันต์แล้วก็นับว่าไม่เป็นสองรองใคร

ด้วยลวดลายการสักยันต์ที่เน้นลายไทยโบราณละเอียด ประณีต และบรรจง เน้นความขลังด้านเมตตามหานิยมมากกว่าคงกระพันชาตรี โดยเฉพาะลายเสือเหลียวหลัง และพระพิฆเนศ จึงทำให้ชื่อเสียงขจรขจายไปไกลถึงต่างแดน ล่าสุดเขาได้รับเชิญให้ไปพำนักและลงลายสัก ณ แดนลอดช่อง สิงคโปร์ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว


ณอาคารพาณิชย์ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 85 ชายฉกรรจ์หน้าตาเหยเกหลายคนบ่งบอกถึงความเจ็บปวด ขณะเข็มกระทบเนื้อหนังบนแผ่นหนังอันเปล่าเปลือย หูก็ฟังบทสวดของผู้ที่พวกเขาเรียกว่า "อาจารย์" ด้วยเหตุใดกันแน่ระหว่างแฟชั่นกับความเชื่อ พวกเขาถึงกับยอมเจ็บปวด เพื่อแลกมากับรอยสักบนผิวกาย

เมื่อสักยันต์ให้ลูกศิษย์คนสุดท้ายเสร็จเรียบร้อยแล้วอาจารย์เสือ เข็มเทวดา ก็หันมาพูดถึงการสักยันต์ของไทยให้ "คม ชัด ลึก" ฟังว่า การสักลวดลายบนผิวหนังหรือที่เรียกว่า "สักลาย" หรือ "สักยันต์" เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของไทยที่มีมาช้านานแต่ทุกวันนี้ลายสักตามความเชื่อ โบราณแทบจะไม่มีเหลือแล้ว ส่วนใหญ่เป็นเพื่อความสวยงาม เป็นการตกแต่งเสริมความงามให้ร่างกาย ทั้งที่เรื่องราวการสักลายของไทยเป็นสิ่งที่น่าศึกษาค้นคว้า แต่ดูเหมือนไม่มีใครสนใจใคร่ศึกษามากนัก นับวันรังจะสูญหายไปจากสังคมไทย

การสักคือ กรเอาเหล็กแหลมแทงลงไปบนผิวหนัง โดยใช้เหล็กแหลมจุ่มน้ำหมึกหรือน้ำมันให้เป็นอักขระ เครื่องหมาย หรือลวดลาย หากใช้หมึกจะเรียกว่า สักหมึก แต่ถ้าใช้น้ำมันจะเรียกว่า สักน้ำมัน หรือโบ


ในอดีตมีการสักเป็นเครื่องหมายแสดงสถานะของผู้คนเช่น สักข้อมือ หมายถึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นชายฉกรรจ์ หรือมีสังกัดกรมกองแล้ว สักหน้า หมายถึงเป็นผู้ต้องโทษปาราชิก เป็นต้น

ทว่าในความเข้าใจของผู้คนทั่วไปในอดีตแล้วการสักหมายถึงต้องการให้รอยสัก เป็นเครื่องรางติดตัว เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ สมัยโบราณการสักยันต์เกิดก่อนพระเครื่อง เนื่องจากชาวบ้านหรือนักรบสมัยก่อนไม่นิยมแขวนพระไว้กับตัว ด้วยถือเป็นของสูงควรที่จะอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น จึงเกิดการสักยันต์ลงบนร่างกายสืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้

แม้ยุค2008 การสักยันต์จะเป็นมากกว่าความเชื่อและศรัทธาก็ตาม ทว่าการสักยันต์สามารถแบ่งออกเป็น 2 หลักใหญ่ๆ คือ เพื่อผลทางเมตตามหานิยมและคงกระพันชาตรี


การสักเมตตามหานิยมเป็นการสักเพื่อให้ผลทางความรักความเมตตา และนิยมชมชอบ ส่วนใหญ่จะเป็นรูปจิ้งจกหรือนกสาลิกา ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งความมีเสน่ห์ เป็นที่รักใคร่ชอบพอของบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะให้ผลดีทางการเจรจา ค้าขายเจริญรุ่งเรือง ทำมาค้าขึ้น หากเป็นอักขระก็จะปรากฏอยู่ในรูปยันต์ดอกบัว ยันต์ก้นถุง ยันต์โภคทรัพย์ ซึ่งมีผลทางด้านการเงิน เป็นต้น

ส่วนด้านคงกระพันชาตรี เพื่อให้แคล้วคลาดจากของมีคม อุบัติเหตุ หรืออันตรายทั้งปวง ลักษณะของลายสักนิยมลวดลายที่เป็นตัวแทนแห่งความดุร้าย ปราดเปรียว สง่างาม และกล้าหาญ ได้แก่ เสือเผ่น หนุมานคลุกฝุ่น หงส์ และสิงห์ เป็นต้น หรือถ้าเป็นลายที่เปรียบเสมือนเกราะป้องกันภยันตรายก็เช่น ยันต์เก้ายอด ยันต์เกราะเพชร ตลอดจนยันต์ลายต่างๆ

"การสักยันต์ไม่ว่าจะเน้นเรื่องคงกระพันชาตรีหรือเมตตามหานิยมต่างมีจุดมุ่ง หมายเดียวกัน คือ เป็นการเตือนสติให้ระลึกถึงแต่การกระทำคุณงามความดีตามที่ครูบาอาจารย์ท่าน สั่งสอน จึงถือได้ว่าการสักยันต์เป็นศาสตร์ที่สอนให้คนเป็นคนดี ไม่น่าแปลกใจที่วิชาเหล่านี้จะหล่อหลอมรวมเข้าไปอยู่ร่วมกับศาสนาเราโดยไม่ รู้ตัว" อาจารย์เสืออธิบาย

ทั้งนี้ใช่ว่าอยากจะสักยันต์แล้วสักที่ไหนก็ได้ อาจารย์เสืออธิบายเพิ่มเติมว่า ลายสักจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ถูกที่ควร ไม่เช่นนั้นความขลังก็จะไม่เกิด โดยมากผู้ที่มาสักต้องการให้ลายสักอยู่ในร่มผ้า ตำแหน่งที่นิมสักเรียงตามลำดับได้ดังนี้คือ หลัง หน้าอก คอ ศีรษะ ไหล่ แขน ชายโครง หน้า มือ และหัวเข่า



ขณะเดียวกันอาจารย์เสือได้ให้ข้อคิดด้วยว่า การสักยันต์ในเมืองไทยไม่ค่อยได้รับความนิยมแพร่หลาย เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ยังมองว่า คนสักยันต์เป็นคนชั้นต่ำ เป็นนักเลง และใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ไปในทางที่ผิด แม้ว่าเมื่อเวลาเปลี่ยนไปจะทำให้คนไทยส่วนหนึ่งมีความคิดและทัศนคติต่อคนสัก ยันต์เปลี่ยนไปบ้าง แต่สำหรับคนกลุ่มหนึ่งที่นิยมลายสักนั้น พวกเขายังคงเชื่อมั่นว่ารอยสักเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางใจอยู่

"ช่วง3 ปีที่ผ่านมา การสักยันต์ในเมืองไทยถือว่าดีขึ้น มีคนให้ความสนใจเยอะ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ เหตุผลที่การสักยังคงมีอยู่คือ หลายๆ คนยังเชื่อว่าการสักจะทำให้มีโชค แคล้วคลาด ปลอดภัย และอยู่ยงคงกระพัน พ้นจากอันตรายต่างๆ รูปแบบของการสักแต่ละชนิดจะมีความขลังแตกต่างกัน ลายสักหรือยันต์บางชนิดสามารถช่วยผู้ที่สักให้รอดพ้นจากสถานการณ์ยุ่งยากได้ สรุปง่ายๆ ก็คือสังคมมีความวุ่นวาย คนที่มาสักก็ต้องการที่พึ่งทางจิตใจ"

อาจารย์เสือบอกด้วยว่าปัจจุบันอาจารย์สักในเมืองไทย ที่ลงคาถาอาคมที่ขึ้นชื่อในหมู่คนสักยันต์มีไม่เกิน 10 สำนัก ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ผู้ชายวัย 50 ปีขึ้นไป มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ส่วนผู้ที่มาสักในปัจจุบันจะพบว่า ผู้หญิงเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น ส่วนใหญ่ต้องการให้มีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม หรือทำมาค้าขายคล่อง

"อุกฤษ องอาจ" ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการซูเปอร์ 2 ห้างสรรพสินค้าดิ เอ็มโพเรี่ยม วัย 40 เศษ เป็นลูกศิษย์อีกคนของอาจารย์เสือ ที่เพียงแค่ปีเศษก็แทบจะไม่มีร่างกายส่วนใดว่างเว้นจากรอยสักเลย ด้วยบัดนี้ทั้งสองแขน สองขา และแผ่นหลัง ต่างก็เต็มไปด้วยรอยสักแล้วทั้งสิ้น ยังก็แต่หน้าอกและลำตัวที่เขากำลังวางโปรเจกท์ว่าจะสักยันต์ลายไหนดี

อุกฤษบอกว่ารู้จักการสักยันต์มานานแล้ว แต่ไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ กระทั่งเมื่อปีที่แล้วรู้สึกว่าต้องการที่ยึดเหนี่ยวทางใจ จึงพยายามศึกษาและค้นคว้าจากเพื่อนฝูงและสื่อ จนในที่สุดพบและได้บทสรุปว่า การสักยันต์คือสิ่งที่เขาต้องการ

"หลังจากไปสักมาแล้ว ผมรู้สึกว่าผมมีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ มีอะไรบางอย่างเป็นกำลังใจให้ จากคนอารมณ์ร้อนโผงผาง กลายเป็นคนสุภาพอ่อนโยน จิตใจอ่อนนุ่มทว่าเข้มแข็ง เนื่องจากเราต้องยึดถือข้อปฏิบัติของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ติดตัวเราอยู่"

ลายสักจะยังคงเป็นทั้งความเชื่อศรัทธา แฟชั่น ตลอดจนสิ่งใคร่รู้ค้นหาไปอีกนาน เปรียบได้กับปริศนาบนผิวหนังที่รอผู้ไขคำตอบ ด้วยสายตาและมุมมองของแต่ละผู้คน !?!

ระวัง"วัณโรคผิวหนัง"

นพ.จิโรจน์สินธวานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนังกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้ที่สักจะต้องคำนึงถึง 2 สิ่งด้วยกัน คือ เรื่องเครื่องมือ ซึ่งเป็นเหล็กหรือวัตถุแหลมทำหน้าที่เปิดผิวหนังนำหมึกลงไป หากไม่มีการทำความสะอาดให้ดีอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียต่างๆ เข้าไปอยู่ในร่างกายได้ อีกประการก็คือเรื่องของหมึกที่ผู้สักใช้ จะต้องดูว่าเป็นหมึกที่มีคุณภาพดีมากน้อยแค่ไหน ผู้สักบางรายมีอาการแพ้สีหมึก ซึ่งมีให้เห็นอยู่บ่อยๆ แทนที่รอยสักจะสวยกลับทำให้เป็นผื่นแดงและติดเชื้อในที่สุด ที่พบบ่อยคือตุ่มแข็งบนผิวหนัง ทางการแพทย์เรียกว่าวัณโรคผิวหนัง

"คนที่คิดจะสักพอแก่ตัวเข้าก็อยากจะเอารอยสักออก ปัจจุบันทำได้ด้วยการยิงเลเซอร์ แต่ก็ไม่ช่วยให้เอารอยสักออกได้ทั้งหมด เพราะเลเซอร์ยังมีข้อจำกัดต่อสีบางสี หากสีดำก็สามารถลบได้ แต่ก็ต้องดูอีกว่าลบได้ง่ายหรือยาก ขึ้นอยู่กับความลึกของเข็มที่แทงลงไป อย่างกรณี เด็กนักเรียน รร.สระแก้ว ที่นิยมสักกัน สถาบันพยายามใช้เลเซอร์ลบออก แต่บางรายใช้การรักษานาน 6-7 ครั้ง"

สัก: เพศและความก้าวร้าว

ดร.วัลลภปิยมโนธรรม นักจิตวิทยาชื่อดังมองว่า การสักยันต์หรือสักอะไรก็ตามเป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล ที่มีเหตุผลมาจากเรื่องเพศและความก้าวร้าว ทั้งนี้ หลังการศึกษาพฤติกรรมของการสักในอดีตพบว่า การสักที่มุ่งเกี่ยวไปทางเพศเริ่มมาจากทหารเรืออเมริกัน ที่ต้องออกทะเลนานๆ แต่ยังต้องการมีเพศสัมพันธ์หรือปลดเปลื้อง ดังนั้น จึงริเริ่มสักรูปผู้หญิงไว้ที่ต้นแขน เวลาเข้าห้องน้ำก็จะมองรูปแล้วปลดปล่อยด้วยจินตนาการ

ส่วนเหตุผลของการสักที่มาจากความกร้าวร้าวเริ่มจากคนที่เกิดความกลัวขึ้นใน จิตใจ พยายามหาที่พึ่งทางใจ เมื่อไปสักก็รู้สึกมั่นใจ เพราะร่างกายผิวหนังของตนเริ่มทนเจ็บปวดได้ ก็เกิดความมั่นใจว่า ตนเองหนังเหนียวทนเจ็บปวดได้

"จากเหตุผลข้างต้นจะเห็นว่า การสักในอดีตมาจากเรื่อง 2 เรื่อง คือ เพศและความก้าวร้าว ปัจจุบันก็เช่นกัน ผู้หญิสักที่หน้าอก เอว สะโพก หน้าท้อง ก็เพื่อเรียกร้องให้เพศตรงข้ามมอง ส่วนผู้ชายสักเสือ หนุมาน หรือลายอื่นๆ เพื่อสร้างความน่ากลัวให้แก่ตนเอง เนื่องจากขาดความมั่นใจ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเข้าไปรักษาคนไข้ในเรือนจำพบว่านักโทษสักกันมาก บางคนสักทั้งตัว พอถามบอกว่าเขาต้องการอะไร คำตอบคือเพื่อปกป้องตนเอง"

รู้จักเข็มสัก

ส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดในการสักคือเข็มสักหรือวัตถุปลายแหลมที่ใช้ทำ หน้าที่เป็นเข็มสักแทงลงไปบนผิวหนัง การเลือกใช้เข็มสักและวัตถุปลายแหลมของอาจารย์สักแต่ละคนจะแตกต่างกันไปตาม แต่ความถนัด สะดวก หรือตามที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากอาจารย์สักรุ่นก่อนๆ ซึ่งพอจะรวบรวมชนิดของเข็มสักได้ดังต่อไปนี้

1.หนามหวาย ที่มีปลายแหลมและแข็ง

2.เข็มหมุดหรือเข็มเย็บผ้า 3-4 เล่ม มัดเข้าไว้ด้วยกันแล้วผูกติดกับด้ามไม้ที่ใช้เป็นด้ามจับ

3.ก้านร่ม ฝนปลายแหลมเป็นหน้าตัด

4.เหล็กปลายแหลม ที่ทำด้วยทองเหลือง

5.เข็มที่ทำจากเหล็กตะปูที่ตอกโลงผี เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ทางอาคม

 

จาก http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=2941

Comment

Comment:

Tweet

รอยแห่งความสุข

#11 By ศิษย์ปู่ตาไฟ (183.89.108.244) on 2011-02-27 03:02

ผมรอยสักเต็มตัวเลยคับ

tongue

#10 By (124.120.112.196) on 2010-09-30 16:37

เท่ดี

#9 By doom (118.173.244.147) on 2010-09-10 09:59

#8 By แปง (223.206.171.236) on 2010-08-27 09:17

#7 By (222.123.72.234) on 2010-07-19 10:45

#6 By (222.123.72.234) on 2010-07-19 10:45

#5 By (222.123.72.234) on 2010-07-19 10:45

#4 By (117.47.237.56) on 2010-07-17 13:01

งงคับ

#3 By (202.143.133.170) on 2010-06-22 12:10

#2 By tat (124.120.115.63) on 2010-06-06 20:38

เวบอาจารย์เหน่งเปิดแล้วนะครับhttp://www.arjanneng.com/ เชิญเข้ามาเยี่ยมชมกันได้ครับ หรือหากใครมีข้อสงสัยใดๆเกี่ยวกับการสักยันต์เชิญเข้ามาแรกเปลี่ยนความรู้กันครับ

#1 By jojo89 on 2009-07-04 12:07