Archives


เครื่องดื่ม 'อิงค์'

สิ่งที่ทำให้ดาราดังอย่างแองเจลินา โจลี่ จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับ โจเซฟ สตาร์ลิน ผู้นำเผด็จการแห่งอดีตสหภาพโซเวียต และโธมัส เอดิสัน นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลก รวมถึงชาวอเมริกันอายุระหว่าง 26-40 ปี ทุกๆ 2 คน ใน 5 คน ก็คือ 'รอยสัก'

ในอดีต การมีรอยสักเป็นเหมือนการแสดงถึงความเป็นกบฏในตัว ให้สาธารณชนรับรู้กันอย่างเงียบๆ แต่ทุกวันนี้ รอยสักไม่เพียงแต่จะเป็นความนิยมตามกระแสแฟชั่นแล้ว ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่บรรดานักโฆษณาต่างหยิบขึ้นมาใช้เพื่อทำตลาดใน สินค้าเกือบทุกประเภท ไล่ตั้งแต่ยางรถยนต์ และรองเท้า ไปจนถึงไวน์ และเครื่องดื่มเพิ่มพลังงาน

แน่นอนว่า เมื่อมีด้านบวกแล้ว ก็ต้องมีด้านลบเช่นกัน เพราะยิ่งรอยสักได้รับการยอมรับมากเท่าใด รอยสักก็ยิ่งสูญเสียคุณค่าในตัวไปมากเท่านั้น จนที่สุดแล้ว ก็โดนมองว่าเป็นแค่เครื่องมือสำหรับการโฆษณา


รอยสักนี้เพื่อยางดันล็อปฟรี 1 ชุด


เดวิด คร็อคเกตต์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการตลาด จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเซาธ์ แคโรไลนา แสดงความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวว่า สิ่งที่ทำให้รอยสักกลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจในแวดวงโฆษณา คือแนวคิดในการตลาดที่เหมาะสมกับความหมายดั้งเดิมของรอยสักที่สื่อออกมาใน ด้านของการเป็นกบฏนิดๆ พยศหน่อยๆ

เมื่อเร็วๆ นี้ เครือข่ายร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น เริ่มนำเครื่องดื่มเพิ่มพลังงานยี่ห้อ 'อิงค์' ออกมาจำหน่าย โดยพุ่งเป้าเจาะกลุ่มลูกค้าทั้งที่ชอบรอยสัก และกลุ่มที่อยากคิดว่าตัวเองเป็นพวกเดียวกับคนชอบสัก โดยบริษัทยังวางแผนที่จะทำตลาดเครื่องดื่มยี่ห้อนี้ ในการแข่งแรลลี่รถจักรยานยนต์ และการประชุมรอยสักด้วย

"เราต้องการสร้างเครื่องดื่มที่ดึงดูดทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งวัฒนธรรมรอยสักเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมจากทั้ง 2 เพศอย่างแท้จริง" มิเชล ลิตเติ้ล ผู้จัดการฝ่ายเครื่องดื่มทั่วไปของเซเว่นอีเลฟเว่น กล่าว และบอกอีกว่า ความนิยมในรอยสักไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแค่เด็กวัยรุ่นอีกต่อไปแล้ว แต่ยังรวมถึงกลุ่มผู้ใหญ่ที่ชอบคิดและชอบทำตัวแบบเด็กๆ ด้วย


มนุษย์รอยสัก ที่วอลโว่ภูมิใจนำเสนอ



ปัจจุบัน การที่ผู้บริโภครุ่นเยาว์ให้ความสนใจกับโทรทัศน์ บล็อก วิดีโอออนไลน์ และอุปกรณ์เทคโนโลยีชนิดต่างๆ มากขึ้น ทำให้บรรดานักการตลาด หันมาใช้ทางเลือกดังกล่าวเป็นตัวดึงดูดความสนใจด้วย

เลน เคลเลอร์ ศาสตราจารย์ด้านการตลาดจากวิทยาลัยบริหารธุรกิจทัก ในดาร์ทเมาธ์ สหรัฐอเมริกา ชี้ว่า บรรดานักการตลาดมักหยิบยกรอยสักขึ้นมาใช้ ทั้งเพื่อการแสดงถึงสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม และการส่งข้อความ

"การใช้รอยสักเป็นความพยายามที่จะทำสิ่งที่แตกต่าง ด้วยวิธีการใหม่ๆ" เคลเลอร์ บอกเช่นนั้น


ไวน์ยี่ห้อ บิ๊ก แทตทู



ความต้องการที่จะดึงดูดใจบรรดาผู้บริโภครุ่นเยาว์ หรือรุ่นใหญ่ที่มีหัวใจวัยรุ่น ทำให้บริษัทต่างๆ ไล่ตั้งแต่กู๊ดเยียร์ ไทร์ แอนด์ รับเบอร์ ไปจนถึงวอลโว่ หันมาใช้รอยสักเป็นเครื่องมือในการโฆษณาและส่งเสริมการขายกันเป็นแถว

แม้กระทั่งบริษัทผู้ผลิตไวน์ ก็นำแนวคิดนี้เข้ามาใช้ โดยบรรดาผู้จัดการของไวน์ยี่ห้อดังอย่างเยลโลว์ เทรล ตัดสินใจโฆษณาด้วยรูปลอกรอยสัก 600,000 ชิ้น ที่แถมไปพร้อมกับนิตยสารนิวยอร์กเกอร์ ฉบับเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ส่วนบิลลิงตัน ไวน์ บริษัทนำเข้าไวน์นอก ก็นำชื่อรอยสักเข้ามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของไวน์ยี่ห้อใหม่ 'บิ๊ก แทตทู' สนนราคาขวดละ 10 ดอลลาร์

นับเป็นเวลา 3 ปีแล้ว ที่ยางยี่ห้อดันล็อปของกู๊ดเยียร์ ใช้วิธีส่งเสริมการขายด้วยการมอบยางรถยนต์ให้ฟรี 1 ชุด สำหรับลูกค้าที่สักโลโก้บริษัทไว้ในส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่ว่าจะเป็นส่วนใดก็ตาม ซึ่งจนถึงขณะนี้ มีลูกค้าเข้ามาใช้สิทธินี้ไปแล้ว 98 คน บางรายก็เป็นพวกที่ใช้ยางดันล็อปอยู่แล้ว ส่วนที่เหลือเป็นบรรดาคนที่ชื่นชอบในรอยสัก และต้องการเพิ่มรอยสักให้กับร่างกาย ที่เด็ดสุดก็คือ มีลูกค้ารายหนึ่ง ที่กลับมาพร้อมกับรอยสักยี่ห้อดันล็อปจุดที่ 3 แล้วในปีนี้

ส่วนวอลโว่ก็เพิ่งนำรอยสักเข้ามาใช้ในการโฆษณา ด้วยการคิดค้น 'มนุษย์รอยสัก' พรีเซ็นเตอร์ตัวใหม่ขึ้นมา พร้อมสร้างรอยสักเป็นแผนที่ใต้ทะเลลึก ที่วอลโว่นำเหรียญทองคำมูลค่า 50,000 ดอลลาร์กับกุญแจรถยนต์คันใหม่ไปทิ้งไว้ โดยลินดา แกงเกอรี ผู้จัดการฝ่ายโฆษณาวอลโว่ คาร์ ภาคพื้นอเมริกาเหนือ เผยแผนมาร์เก็ตติ้งนี้ว่า รอยสักจะทำให้ผู้คนคิดถึงแบรนด์วอลโว่ในแนวทางที่แตกต่างออกไปจากเดิม

อย่างไรก็ตาม การที่รอยสักได้รับความนิยมที่แพร่หลายไปทั่ว ทำให้บางฝ่ายมองงานศิลปะประเภทนี้ว่า มีประสิทธิภาพน้อยมากในการที่จะทำตลาดเพื่อให้สินค้าตัวนั้นๆ กลายเป็นเทรนด์เซตเตอร์ตัวใหม่

นาธาน ลิน ศิลปินรอยสัก และผู้จัดงานประชุมรอยสักประจำปี 'บอสตัน แทตทู คอนเวนชั่น' เผยว่า ผู้สนับสนุนการจัดงานในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไปในวัฒนธรรมรอยสักสหรัฐ โดยผู้สนับสนุนการจัดงานในปี 2550 มีทั้งแบรนด์ไซออนในเครือโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป และยี่ห้อบัดไวเซอร์ ของแอนฮอยเซอร์ บุช ส่วนในปี 2551 บริษัทที่ให้ความสนใจจะเป็นผู้สนับสนุนการจัดงานดังกล่าว มีเข้ามาแล้วคือ เน็ตซีโร ผู้จัดหาบริการทางอินเทอร์เน็ต

ขณะผลศึกษาที่พิว รีเสิร์ช เซ็นเตอร์ จัดทำขึ้นเมื่อปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่า 36 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคอายุระหว่าง 18-25 ปีมีรอยสักอย่างน้อย 1 รอย เทียบกับ 40 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคในวัย 26-40 ปี

กระนั้นก็ตาม ฝ่ายคัดค้านก็เห็นว่า การที่บริษัทต่างๆ หันมาใช้รอยสัก ทำให้ความเจ๋งของศิลปะประเภทนี้ลดฮวบลงไป

ธุรกิจรายอื่นๆ ที่นำกลยุทธ์รอยสักเข้ามาใช้ รวมถึงเจนเนอรัล มิลส์ ที่แจกรูปลอกรอยสักให้เด็กๆ นำไปเล่นสนุกกันได้ ส่วนไนกี้ อิงค์ ก็ได้จ้างศิลปินรอยสักชื่อดังอย่าง มิสเตอร์ การ์ตูน เข้ามาร่วมทีมออกแบบรองเท้า 6 รุ่น ที่ผลิตออกมาจำนวนจำกัด และเมื่อเดือนที่แล้ว สตูเบน กลาส ผู้จำหน่ายเครื่องแก้ว และคริสตัล ก็เพิ่งวางจำหน่ายแจกันและรูปปั้นคริสตัล ฝีมือการออกแบบของกิกิ สมิธ ที่เจ้าตัวระบุว่าได้แรงบันดาลใจมาจากรอยสัก

นอกจากสักจริง-สักปลอมแล้ว เห็นที รอยสักรอยต่อๆ ไป คงจะถูกแยกประเภทออกเป็นอย่างน้อยอีก 2 หมวด คือ รักจริงกับจัดตั้ง...ที่อันหลังชักจะมาแรงกว่า

 

จาก http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=2635